สินสอดคืออะไร

การแต่งงานตามประเพณีโบราณของไทยนั้น ภายหลังจากที่ได้มีพิธีหมั้นเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว ในลำดับถัดไปจะเป็นการเตรียมเข้าสู่พิธีแห่ขันหมาก โดยในขั้นตอนนี้ฝ่ายชายต้อง เตรียมขันหมากแต่ง เพื่อใช้ในการแห่ขันหมากไปสู่ขอฝ่ายหญิง ในขันหมากแต่งจะประกอบไปด้วย 3 สิ่งดังนี้

  1. ขันหมากเอก คือ ขันหมากที่บรรจุหมากพลู ซึ่งอาจจะแยกเป็นขันคู่ 2 ใบ และต้องเป็นขันที่มีขนาดใหญ่ไว้สำหรับใส่หมากพลู ส่วนขันเงินทุน และขันเงินสินสอด 2 ขันนี้รวมกัน เป็นขันเดียวก็มี ในขันบรรจุ ถั่ว งา ข้าวเปลือกและอื่นๆเป็นทำนองเดียวกับขันหมากหมั้น หรือจะไม่มี สิ่งของที่เป็นบริวารเหล่านี้ มีแต่เงินทุน เงินสินสอดบรรจุไปในขันแบบเดิมก็ได้
  2. ขันหมากโทหรือขันหมากเลว (เลว แปลว่า ธรรมดาสามัญ) ได้แก่จำพวกขนม (มีขนมพื้นเมือง ขนมจันอับ และในปัจจุบันเป็นขนมเค้กก็มี) และผลไม้ต่างๆ ใส่ภาชนะ มีธงกระดาษ แดงปักกลางทุกภาชนะเพื่อให้ดูงาม มีจำนวนอย่างมาถึงร้อยภาชนะก็มี หรือลดลงจนถึง 10 ภาชนะก็ แล้วแต่จะตกลงกัน แต่ต้องจำนวนคู่เสมอ
  3. เงินทุน สินสอดและผ้าไหว
  4. สำรับเรื่องเงินทุน (ขันเงินทุน) มีไว้เพื่อเป็นกองทุนสินของคู่บ่าวสาว กล่าวคือ ผู้ปกครองต่างออกทรัพย์เท่ากัน ทั้ง 2 ฝ่าย รวมมอบให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาว ซึ่งเป็นสามีภรรยา ไว้เป็นทุนสำหรับประกอบการหาเลี้ยงกันต่อไป บางทีจำเป็นต้องสร้างเรือนใหม่สำหรับผู้ที่แต่งงานจะ อยู่ด้วยกันต่อไป โดยในขันเงินทุนและขันสินสอดประกอบด้วย ใบเงิน ใบทอง ใบแก้ว ใบรัก ใบ สวาด ดอกพุทธชาด ดอกบานไม่รู้โรย ดอกกุหลาบ ดอกมะลิ เมล็ดถั่วงา ข้าวเปลือก ข้าวโพด แป้ง

จ˚านวนเงินทุนนั้นจะมีจำนวนสูงกว่าเงินสินสอด คือตั้งแต่ 2 ชั่ง ขึ้นไป เท่าที่มีหลักฐาน เงินทุนอาจสูงถึง 10 ชั่ง พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้เก็บรักษาไว้ให้จนกว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะมีโอกาส เรียกเงินทุนนั้นไปใช้ นอกจากนี้อาจมีการเรียกร้องทองหมั้น และให้ปลูกเรือนหอซึ่งเป็นเรือนประเภท ต่างๆ เช่นโรงเครื่องผูก และเรือนแพเป็นต้น

  1. สินสอด (ขันสินสอด) เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมไทยสมัยโบราณดั่งที่ได้ปรากฏในกฎหมายลักษณะผัวเมีย มาตรา 10977 และถึงแม้ใน ปัจจุบันจะมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ผู้ยกร่างยังมี การหยิบยกบทบัญญัติเรื่องสินสอดมาบัญญัติรับรองเป็นกฎหมายปัจจุบัน ดังปรากฏอยู่ในมาตรา มาตรา 1437 การให้สินสอดนั้น ตามประเพณีไทยสมัยโบราณ ชายเป็นฝ่ายให้สินสอดแก่ครอบครัว หญิงเพราะถือเป็นค่าสินหัวบัวนาง คำว่า “สินหัวบัวนาง” นี้ เป็นอีกคำที่น่าสนใจ และมีผู้อธิบาย ความหมายไปต่างๆ กัน ดังนี้
    ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) อธิบายไว้ในหนังสือ“สำนวนไทย” ว่า คำๆ นี้เป็นสำนวนหมายความว่า ค่าตัวของฟญิง คำ“หัว” หมายถึง ตัวคน “บัว” หมายถึง ดอกบัว คือ นม แสดงถึงลักษณะที่เป็นส่วนสำคัญของผู้หญิง ถือว่ามีค่าสูง
    วินัย พงศ์ศรีเพียร บรรณาธิการหนังสือเรื่อง ภาษาไทยในกฎหมายตราสามดวง สันนิษฐานว่า คำว่า “บัวนาง” มาจากการเรียกคนในสมัยก่อนว่า บัวบ่าว และบัวนาง ซึ่งหมายถึง ผู้ดี แต่ต่อมานำมาใช้ เรียกกับผู้หญิงทั่วไปด้วย
    แนวความคิดในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 นั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยส่วนใหญ่ ว่า สินสอด หมายถึง ค่าตอบแทน การที่เลี้ยงดูหญิงจนเติบใหญ่ โดยถือเป็นค่าหัวนมหรือน้ำนมของ

กฎหมายลักษณะผัวเมีย มาตรา 109 บัญญัติว่า “ชายใดขอลูกสาวหลานสาวท่านเปนเมีย ชายได้ให้สินสอดแล้วยังมิได้แต่งการมงคลชายนั้นยังมิได้ไปอยู่กินหลับนอนด้วยหญิง แลชายนั้นตาย ท่านให้ทำสินสอดนั้นเปนสองส่วน คืนให้ชายส่วนหนึ่งตกอยู่แก่หญิงส่วนหนึ่ง ถ้าหญิงตายท่านว่าสินสอดนั้นให้ไว้แก่บิดา/มารดาหญิงจงสิ้น ถ้าหญิงได้เสียตัวแก่ชายๆตายสีนสอดนั้นให้ตกอยู่แก่หญิงจง สิ้นเพราะว่าสินนั้นเปน สินหัวบัวนาง ให้ไว้แก่หญิงแล”

เจ้าสาวที่มอบให้แก่พ่อแม่ของเจ้าสาว โดยพระยารามบัณฑิตสิทธิเศรณี อธิบายว่า “สินสอดเป็นสิน
หัวบัวนาง อีกนัยหนึ่ง เป็นค่าหัวนม หรือน้ำนมของเจ้าสาว” แต่อย่างไรก็ดีในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ได้มีการให้ความหมายของคำว่าสินสอดไว้แตกต่างกัน ในพจนานุกรมของหมดบรัดเล หรือที่ เรียกว่าอักขราภิธานศรับท์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2416 ให้คำจำกัดความคำว่าสินสอด มี ความหมายว่า “ทรัพย์สินที่ให้แก่กันเมื่ออยู่เป็นผัวเมียกัน ให้เป็นทุนขาดแก่หญิงคืนเอาไม่ได้นั้น”เมื่อพิจารณาถึงความหมายค˚าว่าสินสอดตามพจนานุกรมของหมดบรัดเลจะเห็น ว่ามีข้อแตกต่างจากความหมายที่มีการให้ไว้ในยุคหลังๆ ตรงที่บ่งชี้สองประเด็นสำคัญคือ

  1. สินสอดเป็นทรัพย์สินที่ให้แก่กันเมื่อจะอยู่เป็นผัวเมียกัน สื่อความหมายว่าฝ่าย ชายหรือฝ่ายหญิงจะให้กันก็ได้
  2. สินสอดนี้เป็นทุนให้สิทธิขาดแก่หญิง จะเอาคืนไม่ได้ ความหมายตาม พจนานุกรมนี้ไม่ระบุว่าสินสอดเป็นของพ่อแม่ฝ่ายหญิงแต่เป็นของหญิงผู้เป็นภริยา
    ในพจนานุกรมไทย-อังกฤษ ของยอร์ช แมคฟาแลนด์ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2480 โดยให้ความหมายคำว่าสินสอด คือ เงินที่จ่ายให้หญิงสำหรับการที่หญิงนั้นสมรสด้วย (เป็นการตอบ แทนผู้ปกครองที่เลี้ยงดูหญิงจนเติบใหญ่) เห็นได้ว่าเขาคงความหมายของสินสอดตามอักขราภิธาน ศรับท์ส่วนหนึ่งและขยายความเพิ่มเติมในวงเล็บเพื่อให้ความหมายของสินสอดที่ยอมรับกันอยู่ใน ปลายพุทธศตวรรษที่ 2582
  3. การให้สินสอดปรากฏพบเห็นได้ในพื้นที่ของประเทศไทยทุกภาค โดยในจังหวัด กำแพงเพชร เงินสินสอดมีกำหนดตายตัว คือชั่งหนึ่ง (80 บาท) และ 10 ตำลึง หรือครึ่งชั่ง (40 บาท) ต่อมาเมื่อมีความเจริญแล้วเห็นว่าจำนวนเงินสินสอดที่วางเป็นกำหนดตายตัวไว้ เป็นจำนวนน้อยไป ลางรายจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก เรียกว่า “เงินขันหมาก”
  4. หากเปรียบเทียบความสำคัญระหว่างเรื่องเงินทุนและสินสอดแล้วอาจกล่าวได้ว่า ในอดีตนั้นเงินทุนถือว่าสำคัญกว่าสินสอดมากดังจะเห็นได้จากจำนวนเงินที่มีการเรียกกันนั้น เงินทุนมี จำนวนมากกว่าสินสอดพอสมควรซึ่งสอดคล้องกับบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ได้ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาล 3 ซึ่งในบทประพันธ์นั้นมีตอนหนึ่งที่ขุนแผนหรือพลายแก้วจะมาสู่ขอนางพิม แต่ นางพิมรู้ว่าพลายแก้วไม่มั่งมี จึงแอบให้เงินมาเป็นทุนถึง 5 ชั่ง และฝ่ายนางศรีประจันแม่ของนางพิม นางกล่าวว่าจะไม่เรียกร้องอะไรจากฝ่ายชาย ฝ่ายนางเองจะให้ทุนแก่ลูกสาว 15 ชั่ง อีกทั้งลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็บันทึกไว้ว่ามีกองทุนสินสอดให้หญิงสาวเวลา แต่งงาน และนับกองทุนนั้นให้เจ้าบ่าวเห็นต่อหน้าญาติพี่น้องให้เป็นพยานเห็นว่ามีการรวมทุนกันจริง ทั้งสองฝ่าย เห็นได้ว่าเรื่องกองทุนเป็นเรื่องสำคัญในการแต่งง