การให้ค่าตอบแทนการสมรสในประเทศกัมพูชา

การให้ค่าตอบแทนการสมรสในประเทศกัมพูชา
การให้ค่าตอบแทนการสมรสในประเทศกัมพูชา

การให้ค่าตอบแทนการสมรสในประเทศกัมพูชา

2.5.2 ประเทศกัมพูชา
จากการที่ประเทศฝรั่งเศสได้เข้ามารุกรานและแสวงเมืองขึ้นอินโดจีน กัมพูชาได้ ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.2406 กัมพูชาถูกควบคุมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.2407 รัชกาลสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตารได้ทรงย้ายราชธานีของ กัมพูชาจากกรุงอุดงค์มีชัยมาตั้งอยู่ที่กรุงพนมเปญ ต่อมาในปี พ.ศ.2410 ฝรั่งเศสได้บีบบังคับให้ไทยทำ สัญญายินยอมรับรองอำนาจของฝรั่งเศสในการคุ้มครองอารักขากัมพูชา หลังสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อปี พ.ศ.2488 ฝรั่งเศสกับกัมพูชาได้ทำความตกลงเมื่อปี พ.ศ.2489 ให้กัมพูชาปกครองดินแดน ตนเอง โดยรวมอยู่ในสหภาพฝรั่งเศส กัมพูชาได้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี พ.ศ.249048เมื่อปี พ.ศ.2497 ฝรั่งเศสปราชัยในการรบกับเวียดมินห์ ที่เมืองเดียนเบียนฟู เป็น เหตุให้ต้องเปิดการประชุม 14 ชาติ ที่เมืองเจนีวา เพื่อนำสันติภาพมาสู่อินโดจีน ความตกลงเจนีวาใน ครั้งนั้นกำหนดให้ฝรั่งเศสมอบเอกราชแก่เวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา กัมพูชาจึงได้เป็นเอกราช อย่างสมบูรณ์ โดยมีสมเด็จพระนโรดมสีหนุทรงเป็นกษัตริย์ในช่วงรอยต่อของประวัติศาสตร์ ในเรื่อง การนับถือศาสนานั้น รัฐธรรมนูญกัมพูชา บัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเพราะ ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศกัมพูชานับถือพุทธศาสนา

พิธีการแต่งงานของชาวกัมพูชาแบบดั้งเดิมจะต้องผ่านพิธีการ 4 ขั้นตอน โดยเริ่ม จากการที่ฝ่ายเจ้าบ่าวขอให้ผู้ใหญ่ที่มีความน่านับถือเป็นพ่อสื่อหรือแม่สื่อ เพื่อให้ไปสอบถามข้อมูล จากแม่ของฝ่ายเจ้าสาว ซึ่งโดยปกติแม่สื่อจะขอเวลา วัน เดือน ปี เกิด จากฝ่ายเจ้าสาว พร้อมทั้งนำ เวลา วันเดือน ปีเกิด ของฝ่ายชาย และส่งข้อมูลทั้งหมดให้พราหมณ์ทำนายดวงของคู่บ่าวสาวว่ามี ความเหมาะสมที่จะสมรสกันหรือไม่ ในลำดับถัดไป ฝ่ายเจ้าบ่าวจะส่งคนช่วยเจรจากับครอบครัวฝ่าย เจ้าสาวอย่างเป็นทางการ โดยขั้นตอนนี้เรียกว่า Pithy Sdei Dundoeung ซึ่งลักษณะการไปเจรจากับ ครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาวอาจจะต้องไปมากกว่าหนึ่งครั้ง และต้องมีของขวัญเล็กๆน้อยๆเพื่อสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวฝ่ายเจ้าสาว และถ้าครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวตกลงให้มีการสมรส ทั้ง ครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะร่วมกันกำหนดวันทำพิธีการเคี้ยวพลู ( Pithy Si Slar Bangchoap Peak)
พิธีการเคี้ยวพลู (Pithy Si Slar Bangchoap Peak) นี้ เป็นพิธีที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพิธีกรรมที่จะเป็นพยานในการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงทำการสมรสกัน ซึ่งผู้ปกครองทั้งฝ่าย เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะทำการเขี้ยวพลูและแลกพลูกันซึ่งเปรียบเสมือนการตกลงที่จะให้ทั้งสองฝ่ายได้ แต่งงานกัน โดยเพื่อนและญาติของทั้งสองฝ่ายได้รับเชิญให้มาร่วมเป็นสักขีพยานในโอกาสนี้ และ เจ้าบ่าวจะนำผลไม้และของประทานอื่น ๆ และอาจมีของขวัญโดยจัดเป็นคู่มายังบ้านของเจ้าสาว และ ครอบครัวเจ้าบ่าวจะทำการตกลงเรื่องจำนวนสินสอดทองหมั้นกับครอบครัวเจ้าสาว เพื่อจะนำไป มอบให้ในวันทำพิธีที่บ้านของเจ้าสาว เมื่อสิ้นสุดพิธีนี้แล้วผู้ปกครองฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะให้เจ้าบ่าวทำการ

ขอบคุณผู้ที่ช่วยเจรจากับครอบครัวเจ้าสาว และผู้ที่ช่วยเหลือ และมางานในวันนี้ และสุดท้าย ครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะตกลงกำหนดวันในการจัดพิธีการแต่งงาน
การแต่งงานของชาวกัมพูชาแบบดั้งเดิมจะจัดขึ้น 3 วัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
พิธีการแต่งงานในวันแรก
ช่วงเช้า : พ่อสื่อที่ทำหน้าที่เจรจาจะมาขอพบผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวเพื่อที่จะขอ อนุญาตจัดห้องสำหรับพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “the hall of the areca flower” ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างทำได้โดยได้รับอนุญาตจากพ่อแม่เท่านั้น
ช่วงบ่าย: พ่อสื่อที่ทำหน้าที่เจรจาและพราหมณ์ ขอนัดพบกับผู้ปกครองเพื่อขอ อนุญาตทำพิธีกรรมเพื่อเข้าสู่ห้องจัดงานแต่งงานรวมถึงการตีฆ้องและกลองใหญ่เพื่อเล่นดนตรี เต้นรำ และร้องเพลงตามประเพณี หากผู้ปกครองอนุญาต พวกเขาหารือเรื่องเวลาและเพื่อจะปฏิบัติตามได้ อย่างเหมาะสม จากนั้นพวกเขาขออนุญาตเพื่อหารือเกี่ยวกับกำหนดการในวันที่ 2 และวันที่ 3 ต่อไป
พิธีการแต่งงานในวันที่สอง
เวลา 5.00 น. : พราหมณ์ จะทำการสวดมนต์ภาวนา และหาฤกษ์ที่เป็นเวลาที่ดี ให้แก่ฝ่ายบ่าวที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเจ้าสาว
เวลา 7.00 น. : ในขั้นตอนนี้ผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวจะมีการส่งผู้หญิง 2 คน มาทำ หน้าที่ตรวจสอบสินสอดทองหมั้นและพิธีการต่างๆ ว่าเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากถูกต้องเป็นไป ตามความต้องการของผู้ปกครองเจ้าสาวแล้วผู้หญิงที่ 2 คนนี้จะกลับไปรายงานผู้ปกครอง และการ เตรียมขบวนแห่ขันหมากสู่ขอเจ้าสาวจะได้มีขึ้น
เวลา 13.00-14.00 น. : เมื่อขบวนแห่ของเจ้าบ่าวมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าบ่าว จะต้องทำพิธีกรรมของการตัดช่อดอกหมาก และเข้าสู่การเตรียมพิธีตัดผมให้เจ้าบ่าว ในพิธี “ตัดผม”
Achar Ly Sovy อธิบายเพิ่มเติมว่า “พ่อแม่อนุญาตเจ้าบ่าวจะนั่งเคียงข้างกับ เจ้าสาว แต่ห้ามให้เจ้าบ่าวนั่งข้างขวามือ, แต่เจ้าบ่าวจะได้รับอนุญาตให้นั่งด้านซ้ายของเธอและพวก เขาควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกันและพิธีกรรมของการตัดผมหมายถึงการทำความสะอาดของร่างกาย”
ในเวลาค่ำ : จะเป็นพิธีการให้พรจากพระสงฆ์ โดยพิธีนี้ถือเป็นพิธีกรรมแรก สำหรับเจ้าสาวและสำหรับเจ้าบ่าว และในเวลาเที่ยงคืน ผู้ปกครองเจ้าสาวจะจัดพิธีย้อมสีฟันให้ เจ้าสาว

พิธีการแต่งงานในวันที่ 3
วันสุดท้ายนี้จะจัดให้มีพิธีอวยพรคู่สมรสโดย โดยจะมีขบวนแห่ของเจ้าบ่าวไปที่ บ้านของเจ้าสาว โดยคู่รักไปที่บ้านของเจ้าสาวเพื่ออธิษฐานต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และนอก จาดนี้แล้วจะได้แสดงความเคารพต่อ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่อาศัยอยู่ และรับพรจากผู้ใหญ่ในบ้านนั้นด้วย
สำหรับประเทศกัมพูชาไม่มีการบัญญัติเรื่องสินสอดไว้ในกฎหมาย เช่นเดียวกับ ประเทศเวียดนาม เรื่องสินสอดมีลักษณะเป็นประเพณี
2.5.2 ประเทศพม่า
ประเทศพม่า หรือสหภาพพม่า ในอดีตที่ผ่านมานั้นพม่าเคยตกเป็นอาณานิคม ของประเทศอังกฤษ โดยในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แกนนำของขบวนการชาตินิยมของพม่า แอบตั้งสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สันนิบาตเสรีชนฯก็มี บทบาทในการเจรจากับอังกฤษจนได้รับเอกราชเป็นชาติบริบูรณ์เมื่อ 4 มกราคม 249153 ระบบการ ปกครองของพม่าในปัจจุบันมีลีกษณะ เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภา สันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐในด้านการนับถือศาสนานั้น ประชากรส่วนใหญ่ในพม่านับถือ ศาสนาพุทธ
พม่าเรียกการแต่งงาน ในความหมายว่า งานมงคลประสานมือ ภาษาพม่าว่า และทัต-มีงกลา-บแว คำว่า และทัต นั้นเป็นอาการที่ฝ่ายหญิงวางมือลงบนมือของฝ่ายชาย อาจถือเป็น การมอบชีวิตไว้ให้ฝ่ายชายครอบครองดูแล ส่วนญาติมิตรก็จะรดน้ำลงบนมือบ่าวสาวเป็นสักขีพยาน พร้อมสื่อความให้ทั้งสองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวตัดไม่ขาดดั่งสายน้ำ
อันที่จริง แม้พิธีแต่งงานจะเป็นพิธีเพื่อการยอมรับทางสังคมและเครือญาติก็ตาม แต่สังคมพม่าก็รับได้ หากจะครองคู่แบบ ตากโสร่งร่วมราว กินข้าวร่วมสำรับ คืออยู่กินกันโดยไม่ผ่าน

พิธีแต่งงาน ขอเพียงว่าทั้งชายและหญิงต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีเท่านั้น กระนั้นก็ควรได้รับคำยินยอม จากผู้ใหญ่เสียก่อน แต่ถ้าต่างอายุถึง 20 ปี ก็มีอิสระเต็มที่ นี่ว่ากันตามกฎหมายจารีตของพม่า
การเลือกคู่ครองของชาวพม่านั้น ย่อมมีเรื่องค่านิยมมาเกี่ยวข้อง อาทิ อาชีพการ งาน ศาสนา เชื้อชาติ และวัย ผู้ชายอาชีพวิศวกร ทหาร กะลาสี ดูจะสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวได้ ดีกว่าอาชีพหมอ หรือครู ส่วนชาวพุทธยากที่จะเลือกคู่ครองเป็นมุสลิม ฝรั่งที่อยู่กินกับชาวพม่านั้นหา ยาก ที่น่าสนใจ ผู้หญิงพม่าน่าจะเคยมีค่านิยมเลือกผู้ชายที่มีอายุอ่อนกว่า เพราะดูแปลกที่ภรรยาอาจ เรียกสามีว่า หม่อง ซึ่งแปลว่า “น้องชาย” ได้ด้วย
หากเอ่ยถึง แม่สื่อ พม่าจะเรียกว่า อ่อง-ตแว แปลว่า “ผู้ผูกสมหวัง” แม่สื่อ มักจะต้องช่วยทาบทามและต่อรองค่าสินสอด หรือ ตี่งตอง และไม่เพียงฝ่ายชายเท่านั้นที่ต้องเสียค่า สินสอด ในบางกรณี ฝ่ายหญิงอาจต้องจ่ายค่าสินสอดด้วยเช่นกัน พบได้ในคู่ที่ฝ่ายหญิงมีฐานะการเงิน ดี ส่วนฝ่ายชายมีตำแหน่งการงานใหญ่โต แน่นอนย่อมไม่ใช่ค่านิยมของคนธรรมดาสามัญ พม่าไม่นิยม ของรับไหว้ หรือ และ-ผแวะ เป็นตัวเงิน แต่จะมอบกันเป็นสิ่งของเครื่องใช้ แล้วแต่จะหาให้ได้ อาจ เป็นพัดลม หรือตู้เย็น
นอกจากนี้แล้วในประเทศพม่ายังคงมีกลุ่มชาติพันธุ์มอญที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม การตก ลงเรื่องสินสอดจะตกลงกันระหว่างชายและฝ่ายหญิงว่าจะส่งสินสอดก่อนวันแต่งงาน หรือส่งในวันยก ขบวนขันหมากมาในวันแต่งเพราะสินสอดหมายถึงเงิน (ธนบัตร) เพื่อจะไดนำไปซื้อผ้าไหว้ อาหาร เลี้ยงแขกหรือในวันงาน เครื่องเรือน เครื่องใช้ ต่างๆ เพื่อเตรียมงาน ฯลฯ ซึ่งในสมัยโบราณสินสอดยัง หมายรวมถึงเครื่องเรือน เช่น โต๊ะเครื่องแป้ง ตูเสื้อผ้า เตียงนอน ขันลงหิน (หรือขันเงินขันทอง ตามแต่ฐานะ) เชี่ยนหมาก ถาดกระเบื้อง ชาม ชุดคาวหวาน หรือรวมตลอดไปจนถึงเรือนหอ(ในกรณีที่ ไม่ต้องการอยูบ้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตองการแยกเรือนในทันท