การหมั้นและของหมั้น

การหมั้นและของหมั้น
การหมั้น (engagement) นั้น ตามบทบัญญัติของกฎหมายไม่ได้มีการให้นิยามไว้ อย่างชัดเจน แต่หากจะให้ความหมายในทางกฎหมายแล้วก็หมายถึงการที่ชายหญิงทำสัญญาว่าจะทำ การสมรสกันและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526 ได้ให้ความหมาย ของการหมั้นไว้ว่า “การหมั้นเป็นสัญญาซึ่งฝ่ายชายทำกับฝ่ายหญิงโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อชายกับ หญิงจะทำการสมรสกัน” การหมั้นยังนับว่ามีประโยชน์ต่อชายหญิงคู่หมั้นด้วยเช่นกัน โดยประโยชน์ ของการหมั้นในสมัยโบราณ กล่าวคือ

  1. เป็นการเปิดโอกาสให้ชายหญิงคู่หมั้นได้มีโอกาสสนิทสนมคุ้นเคยกัน ซึ่งหากไม่ มีการหมั้นแล้ว ชายหญิงจะไม่มีโอกาสเช่นนี้เลย เมื่อได้เป็นคู่หมั้นกันแล้วจะได้ใกล้ชิดเพื่อเรียนรู้นิสัย ใจคอซึ่งกันและกันโดยไม่เป็นที่ครหาของใคร
  2. เป็นการประกาศให้บรรดาญาติพี่น้องเพื่อฝูงตลอดจนผู้ที่รู้จักชายหญิงคู่หมั้นรู้ ว่า ชายและหญิงคู่นั้นได้มีการผูกพันกันตามประเพณีระดับหนึ่งแล้ว
  3. เพื่อให้ชายและหญิงจะได้มีโอกาสเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเป็นคู่
    สมรส
    ตามประเพณีแต่งงานไทยสมัยโบราณนั้น เมื่อคู่บ่าวสาวทั้งสองฝ่ายตกปลงปลงใจ
  4. ที่จะแต่งงานกันแล้ว ฝ่ายบ่าวก็จะทำการหมั้นหมายสาว ครั้นเมื่อถึงวันฤกษ์ดีตามที่ได้มีการตกลงกัน ไว้แล้วนั้น ฝ่ายชายจะทำการจัดขันหมากหมั้นมีหมากดิบทั้งลูก 8 ผล พลู 4 เรียง บรรจุลงในขันใบ หนึ่งอีกขันหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า บรรจุทองหมั้นหรือเงินหมั้นของหมั้นแล้วแต่จะตกลงกัน ลางรายแยก ขันหมากเป็นคู่ ลางรายไม่แยก แต่เพิ่มขันใส่ใบเงินใบทองถุงข้าวเปลือกถั่วงาเป็นอีกขันหนึ่ง ไม่ปนอยู่ ในขันทองหมั้น เครื่องขันหมากนอกนั้น จัดขนมและผลไม้ใส่ถาด จะเป็นจำนวนมากน้อยถาดหรือจะ ไม่มีก็แต่จะเรียกร้องตกลงกันก่อน
  5. ทางพายัพในพิธีกินแขกกล่าวแต่ว่า มีหมากเมี่ยงปูนพลูไม่ได้บอกว่ามีจำนวน เท่าใด บ้างก็ว่า ขันหมกขันพลู 8 กรวย ทางภาคอีสานหมากพลูใส่ขันมีกำหนดแต่จำนวนพลูไว้ 7 แหนบ แหนบละ 7 ใบ ทางเขมรตามแบบเดิมใช้หมาก 100 ผล พลู 200 ใบ และยังมีสีเสียดและยา ฉุนอย่างละก้อนด้วย ทางปักษ์ใต้และมลายูก็มีหมากสงแถมพลูไม่มีจำนวนเป็นกำหนดใส่ไปเต็ม ภาชนะเท่านั้น แต่มีมากภาชนะมีจำนวนตั้ง 51, 101 ถึง 151 ขันก็มี ทางจังหวัดกำแพงเพชรใช้หมาก แห้ง 100 ผล พลู 100 ใบ ทางญวนจัดหมากพลูใส่ถาดแยกอย่างละคู่ ไม่มีกำหนดหมากพลูว่ามี จำนวนเท่าไร ประเพณีจีนและอินเดียก็เป็นเช่นเดียวกัน
  6. สำหรับของที่ฝ่ายชายจะนำมาใช้ในการหมั้นฝ่ายหญิงนั้น ในสมัยโบราณคือ หมากพลูสำหรับเป็นการคำนับพ่อแม่ แต่ต่อมาได้มีประเพณีนิยมที่จะหมั้นกันด้วยเงินทองเกิดขึ้น จึงมี ศัพท์ว่า “ทองหมั้น” เกิดขึ้น สำหรับชาวบ้านทั่วไปในยุคนั้นก็จะนำอะไรที่เป็นของดีมีราคาไปเป็น ของหมั้นตามมีตามเกิด แต่ทองหมั้นจะเป็นของคนมั่งมีที่จะเรียกร้องกันได้ โดยของหมั้นอาจเป็น ทองรูปพรรณเพราะเป็นการนำพกติดตัวได้ง่าย แต่ในทางประเทศจีนนั้น ผู้ปกครองฝ่ายชายจะนำ กระดาษแดงตัดเป็นรูปรองเท้าของลูกชาย มอบให้เถ้าแก่แม่สื่อเอาไปให้บิดามารดาผู้ปกครองฝ่า
  7. หญิงๆ รับ เอารูปรองเท้าไปนั้นไว้เป็นของหมั้นสัญญา บางคนใช้แหวนหยกแหวนทองคำเป็นของหมั้น ก็มี แม้ของหมั้นจะเป็นราคาเล็กน้อยก็ตาม ถ้าบิดามารดาผู้ปกครองได้รับไว้แล้วนับว่าเป็นการยินยอม ตกลงกันรับหมั้น
  8. จากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการรับ วัฒนธรรมของชาวต่างชาติในเวลานั้น ทำให้เกิดความสับสนระหว่างเรื่องการหมั้น และสินสอดเกิดขึ้น ดังที่เจ้าคุณรมบัณฑิตสิทธิเศรณี ได้ให้อรรถาธิบายว่า
  9. “ในกฎหมายเก่าไม่ได้มีความกล่าวถึงของหมั้นเลย จริงอยู่ลักษณะผัวเมียอธิบาย ถึงการที่ชายหมั้นหญิง แต่หาได้กล่าวถึงของหมั้นไม่ สิ่งที่ชายนำไปหมั้นหญิง ก็คือขันหมากหมั้น เท่านั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ในการแต่งงานตามธรรมเนียมโบราณ ราคาของหญิงอยู่ที่สินสอดไม่ใช่ของ
  10. หมั้น เพราะของหมั้นในครั้งโน้น ถ้าเรียกว่ามีก็คือขันหมากหมั้นอย่างเดียว ครั้นกาลนานมาเมื่อไพร่ บ้าน พลเมืองร่ำรวยขึ้น ขันหมากหมั้นไม่มีราคาจึงเปลี่ยนแปลงหมั้นด้วยทองคำ และต่อมาในชั้นหลัง
  11. หมั้นด้วยเงินตรา และเครื่องรูปพรรณอย่างอื่นก็มี จึงกำเนิดธรรมเนียมหมั้นกันด้วยทองหมั้น ในหมู่ คนมีเงินนิยมหมั้นกันเป็นราคาแพงๆ ใช่แต่กระทำให้มูลค่าขันหมากสูญไปเท่านั้น ยังกระทำให้ ความคิดในเรื่องสินสอดงันไปด้วย การสมรสบางรายเลิกพูดกันถึงสินสอดว่ากันเป็นของหมั้นอย่าง เดียว หรือสินสอดกับของหมั้นสองอย่างด้วยกัน”
  12. สำหรับสังคมไทยในปัจจุบันของหมั้นที่นิยมใช้กันจะเป็นแหวนเพชร โดยใช้ธรรม เนียมของศาสนาคริสต์ ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างนำแหวนมาแลกกัน เรื่องการแลกแหวนแต่งงาน ในงานแต่งงาน เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,800 ปีก่อนคริสตกาล โดยชาวอียิปต์ในยุคนั้นมีความเชื่อว่า นิ้ว มือทั้งสิบนิ้วของคนเรา มีเพียงนิ้วนางข้างซ้ายเท่านั้นที่มีเลือดใหญ่ที่ไหลตรงเข้าสู่หัวใจ จึงมีการตั้งชื่อ เส้นเลือดดังกล่าวว่า vena amori อันเป็นภาษาละตินซึ่งมีหมายความว่า “เส้นเลือดแห่งความรัก” (vein of love) ตามความเชื่อดังกล่าว ผู้คนจึงยอมรับให้เลือกสวมแหวนแต่งงานบนนิ้วนางข้างซ้าย และการสวมแหวนแต่งงานในนิ้วนางข้างซ้ายนี้เองเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า คู่แต่งงานได้ประกาศมอบ ความรักนิรันดรให้แก่กันและกันซึ่งลักษณะการแลกหวานดังกล่าวจึงแตกต่างจากประเพณีการหมั้น ของไทยแต่โบราณที่ฝ่ายชายมีหน้าที่ต้องเป็นผู้จัดหาของหมั้นหาแก่ฝ่ายหญิงเท่านั้น
  13. ทั้งนี้ความคิดดั้งเดิมตั้งแต่สมัยโบราณในเหตุผลที่ว่าฝ่ายชายต้องจองตัวหญิงเพื่อ ท˚าการสมรสโดยที่หญิงมิต้องจองตัวชายมีดังนี้
  14. เป็นธรรมชาติของสัตว์โลกที่เพศผู้มักจะเป็นฝ่ายแสวงหาและครอบครองตัว เมีย มนุษย์ก็ไม่ต่างจากสัตว์อื่นมากนักในโลกทั่วๆไปชายจึงเป็นฝ่ายแสวงหาและจองหญิง เช่นเดียวกับที่สังคมไทยปฏิบัติมาช้านาน
  15. หญิงเป็นผู้ให้กำเนิดบุตร สังคมไทยดั้งเดิมต้องการแรงงานเพื่อช่วยครอบครัว ในการกสิกรรม เพราะสมัยนั้นประเทศไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ชายจึงต้องการหญิงเพื่อจะได้มีบุตรไว้ เป็นกำลังของครอบครัว
  16. ประเพณีไทยแต่โบราณ ชายเป็นผู้นำครอบครัว เป็นฝ่ายทำงานหาเลี้ยง ครอบครัวส่วนหญิงต้องอยู่เฝ้าบ้านเรือนและเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน ฉะนั้นชายจึงต้องเป็นฝ่าย แสวงหาหญิงดีที่มีคุณลักษณะเป็นแม่เรือนและเป็นผู้อบรมบุตร
  17. สังคมไทยถือว่าหญิงมีคุณค่า ชายจึงต้องเป็นฝ่ายไปจองตัวหญิง สมัยนั้นแม้ ชายจะเป็นฝ่ายแสวงหาคู่ครองแต่สังคมก็ยอมรับสิทธิของหญิงให้มีโอกาสได้พิจารณาถึงคุณสมบัติของ ชาย ไม่จำต้องตอบรับเสมอไป ชายที่หญิงไม่ปรารถนาก็อาจถูกปฏิเสธได้
    พิธีหมั้นจึงเท่ากับเป็นการวางมัดจำเพื่อความแน่นอนไม่กลับถ้อยคืนคำ ถ้าฝ่าย ชายผิดสัญญาไม่ได้ทำพิธีแต่งงานด้วย ฝ่ายชายจะเรียกขันหมากคืนไม่ได้ ต้องเสียเปล่า เพราะหญิง เป็น “หม้ายขันหมาก” ถือว่าเสียหาย
    ในแง่ของกฎหมายนั้น ตามกฎหมายไทยนับตั้งแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์บรรพ 5 เดิม ได้รับรองการหมั้นว่าเป็นสัญญาชนิดหนึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้ร่างกฎหมายไทยลอก มาจากกฎหมายแพ่งเยอรมันและคงมีเหตุผลความส˚าคัญในทางประเพณีปฏิบัติที่มีมาแต่นมนานของ ไทยด้วย การที่กฎหมายไทยถือว่าการหมั้นเป็นสัญญาอย่างหนึ่งนั้นหมายความว่าเป็นสัญญาพิเศษ ตามที่กฎหมายครอบครัวกำหนด ด้วยเหตุนี้เอง การหมั้นจึงมีลักษณะพิเศษกว่าสัญญาธรรมดาทั่วไปและด้วยการที่กฎหมายวางรูปของการหมั้นไว้เป็นพิเศษ กล่าวคือ แม้มีการหมั้นแต่ก็ ไม่อาจบังคับให้สมรสได้ ตามแนวทางเช่นนี้จะเป็นผลดีทั้งในการให้มีการสมรสโดยความสมัครใจ ยินยอมและคุ้มครองคู่หมั้นฝ่ายที่ต้องเสียหายจากการหมั้นอยู่แล้ว จึงไม่ปรากฏแนวคิดที่จะ เปลี่ยนแปลงไปในแนวทางอื่นแต่อย่างใด