ทฤษฎีความรักทางวิทยาศาสตร์

ทฤษฎีความรักทางวิทยาศาสตร์

Love for Love Sake รักเพราะรัก หรือรักเพราะเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอาจสรุปความได้ว่า รัก ด้วยใจ ไร้ซึ่งอธิบาย แต่ ลึกๆลงไปท่ามกลางความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เหล่านั้น คุณอาจต้องการค˚าอธิบายว่าท˚าไม เราจึงรัก และหากวิทยาศาสตร์คือเหตุและผลของความจริง เมื่อมาถึงสมมติฐานของความรัก จะอธิบาย ความรู้สึกนี้ด้วยตรรกะใด นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักวิจัย นักวิชาการ มุ่งหาค˚าตอบในทางชีววิทยาซึ่ง ประมวลผลออกมาได้ว่าความรักเกิดจากสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้
⦁ รูปร่างหน้าตา Attractive Figures
หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่งเป็นความจริงครึ่งหนึ่งของความรัก ด้วยเป็นความประทับใจเมื่อแรกเห็น ( first impression) ที่ดึงดูดให้คนสองคนเริ่มต้นความสัมพันธ์กันต่อไป ทว่าบรรทัดฐานของความงามย่อมแตกต่างกัน ไปตามวัฒนธรรมและยุคสมัย ผู้ชายที่มีกล้ามอกเป็นแผง ขนหน้าอกคลุมเป็นพืด ไหล่กว้างบึกบึน หนวดเครา ยาวดก ( อาจเพราะไม่มีของมีคมมาตัดแต่งเสริมหล่อ) ย่อมเป็นชายหนุ่มในฝันของสาวๆที่หวังจะได้รับปัจจัย 4 และการปกป้องให้ปลอดภัยจากคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย ส่วนผู้ชายเลือกคู่จากการพิเคราะห์ทรวดทรง หน้าอกใหญ่ และสะโพกผาย เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ทางกายของผู้หญิง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการให้ก˚าเนิด ลูกหลาน

ลักษณะของความเป็นชายและหญิง ทั้งโดยเพศสภาพ (gender – masculine vs feminine ) และเพศสรีระ (sex- male vs female) เช่นนี้ได้ฝังรากลึกลงในความคิดของมนุษย์มายาวนาน ไม่ว่าจะกี่พันปีผ่านไป มนุษย์ก็ยัง “ติด” อยู่กับกรอบความคิดเช่นนี้อยู่ไม่คลาย
ฮาโรลด์ เอช เคลลี ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย UCLA ได้ท˚าการทดลองเพื่ออธิบายว่า เหตุใดคนหน้าตาดีจึงได้รับความสนใจและการยอมรับมากกว่าคนหน้าตาธรรมดาในระยะแรก ( หมายถึง ถ้าดู กันนานๆแล้ว ความสามารถจะพิสูจน์ตนเอง)
ดังนั้น รูปร่างหน้าตามีผลต่อการรับรู้ (perception) ของคน หน้าตาดีย่อมได้เปรียบ ดีส˚าหรับเปลือกนอก แต่ถ้าภายในเน่าหนอน นานไปก็รู้เอง
⦁ น้˚าเสียง Voice sells goods
ในการวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งอัลเบนี นิวยอร์ก จัดให้อาสาสมัคร 149 คนฟังเสียงของชายหญิง แบบต่างๆเพื่อจัดอันดับ ” เสียงมหาเสน่ห์” ไปจนถึง ” ไม่น่าฟังอย่างแรง” ปรากฏว่าเสียงที่ได้คะแนนโหวตสูงๆ นั้น เจ้าของเสียงมีรูปร่างหน้าตาดีตามไปด้วย เช่น ผู้ชายอกผายไหล่ผึ่ง หุ่นนักกีฬา ในขณะที่ผู้หญิงหุ่นดีเป็นทรง นาฬิกาทราย
ซึ่งผลการวิจัยนี้ได้ผลสรุปว่า ผู้ชายเสียงทุ้มนุ่มลึกมีลูกมากกว่าผู้ชายเสียงเล็ก ( นัยว่าเสียงไม่เท่ ไม่อุ่น) ซึ่งเป็นผลมาจากระดับของฮอร์โมนเทสเทอสเตอโรน ( testosterone ฮอร์โมนเพศชายที่ท˚าให้ร่างกายแสดง ลักษณะของเพศชายออกมา) ระดับฮอร์โมนยิ่งสูง เสียงยิ่งทุ้มมีเสน่ห์และยิ่งมีปริมาณบุตรมากตามไปด้วย
⦁ กลิ่น Scent of a Woman
เชื่อกันว่ามนุษย์แต่ละคนมี “กลิ่น” จ˚าเพาะที่ดึงดูดให้เพศตรงข้ามต้องใจ กลิ่นที่ไม่มีกลิ่นนี้คือ ฟีโรโมน สารเคมีที่ผลิตจากต่อมไร้ท่อ ซึ่งจะแผ่ก˚าจายในอากาศ และดักจับด้วยเส้นประสาท Vemeronasal receptors ใน โพรงจมูก แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปยัง Olfactory Bulb เพื่อประมวลผลขั้นสูงไปยังสมองช่วงตกไข่ในสตรี เพศ ร่างกายยิ่งผลิตฟีโรโมนมาก
ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะรัก ดูแล ห่วงใยใส่ใจหญิงคนรักมากขึ้น อาจลามไปถึงขั้นวางท่าหวงก้างและแสดง ทีท่าอิจฉาผู้ชายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวพัน ประมาณว่าใครเข้ามาคุยกับ “เธอ” อาจโดน “เขา” เขม่นเหม็นหน้าได้โดย ไร้สาเหตุ แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้หญิงดูจะเป็นที่รักมากขึ้นเพราะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนมาก หน้าตา ผิวพรรณจึงดูผ่อง สวยขึ้นผิดหูผิดตา เชื่อมโยงกับเหตุผลในข้อ (1) อีกตามเคย
⦁ รส Kiss From The Rose
MHC ไม่เพียงแต่รับรู้ได้ด้วยกลิ่น แต่ยังรับรสได้ ทางหนึ่งที่เป็นการทดสอบว่า MHC ของเราและเขา ต่างกันหรือเหมือนกัน คือการจูบ ซึ่งเป็นกระบวนการถ่ายทอด MHC ผ่านทางน้˚าลาย The kisses that rock the world กระบวนการทดสอบ MHC ผ่านสื่อสาธารณะอันลือลั่น

  1. สมอง
    นักจิตวิทยา 4 ข้อที่ผ่านมาเป็นเพียงปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็นค˚าอธิบายในระดับพื้นผิว แต่จอมบงการตัวจริงของความรักคือสมอง ไม่ใช่หัวใจ วิทยาศาสตร์มีค˚าตอบให้ว่าความรักเกิดขึ้นที่สมองใน 3 จุดส˚าคัญคือ
  2. สมองส่วนกลาง บริเวณ ventral tegmental
    เซลล์ประสาทในสมองส่วนกลางกลุ่มนี้เรียกว่า ventral tegmental มีหน้าที่ส˚าคัญคือผลิตฮอร์โมนที่ เรียกว่า โดพามีน ( Dopamine) สารตัวนี้จะท˚างานหนักในยามที่เรายินดี มีความสุข หรือได้รับรางวัลตอบแทน เช่น แฟนอุตส่าห์จ˚าวันเกิดได้ รับรองว่าเมื่อไปสแกนสมองส่วนกลางดู จะเห็นโดพามีนท่วมสมองแน่นอน
    ⦁ nucleus accumbens
    ในระยะแรกที่คนเราตกหลุมรัก สารโดพามีนจะมีบทบาทสูง ท˚าให้ปรีดาปราโมทย์ได้แบบสุดๆ และ สมองจะเริ่มจดจ˚า ” ภาพ” ของเหตุการณ์ สร้างความรู้สึกผูกพันต่อสิ่งต่างๆหรือตัวบุคคล สารเคมีที่มีบทบาท ในช่วงนี้คือ อ็อกซิโทซิน ( oxytocin) เรียกว่าเป็นสารสร้างความผูกพัน บางครั้งเป็นยายใยที่มองไม่เห็น เช่น ความผูกพันระหว่างแม่และลูกที่ยังดิ้นขลุกๆอยู่ในท้อง ไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้˚า แต่เป็นความผูกพันอันเกิดจาก สารอ็อกซิโทซินนี้นั่นเอง และเมื่อน˚ามาอธิบายจากในเรื่องรัก ก็อาจพูดได้ว่า จากรักหวานน้˚าตาลฉ่˚าก็กลายเป็น รักแบบผูกพัน (attachment) ขึ้นมาแทน
    ⦁ caudate nuclei
    สมองส่วนสุดท้ายที่ข้องเกี่ยวกับความรัก caudate nuclei ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกุ้งขดอยู่ข้างขมับสองข้าง สมองส่วนนี้บันทึกความจ˚าที่ยากจะลบเลือน เช่น ทักษะต่างๆ (patterns and mundane habits) เป็นต้นว่า ขับรถ พิมพ์ดีด ว่ายน้˚า การอ่านออกเขียนได้ รวมไปถึงความสามารถที่จะรักด้วยเช่นกัน เมื่อก้าวมาถึงระดับนี้ ความรัก ความผูกพัน จึงพัฒนาไปสู่ความรักฝังลึก (commitment) เป็นรักมั่นนิรันดรไปแล้ว